เงินสามารถเดินทางรอบโลกได ...
ค้างคาวแม่ไก่-ฉะเชิงเทรา
บ้านน้ำเคียงดิน
พระปฐมเจดีย์
หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม
ตลาดน้ำดอนหวาย
ตะลุยเมืองนครปฐม
เจ้าหญิง in บุรีรัมย์
เยือนกุ้ยหลินเมืองไทย
ลุยป่ากรุงชิง
บนเรือจักรีนฤเบศร

1 |


All (11)
default (5)
A day story (1)
A Trip to น่าน (0)
NakornPathom (5)
SingaporeParadise1th (0)
รถไฟไปถึงเชียงใหม่ (0)



สมัครสมาชิก | Login


All (274)
default (10)
Big Mountain (12)
Postcards shop1 (51)
Postcards shop2 (50)
Postcards shop3 (50)
Postcards shop4 (25)
Singapore : Day One (39)
Singapore : Day Two (37)



ชุมชนคนรักโปสการ์ด
วิธีใส่เพลง
วิธีทำสไลด์



บ้านน้ำเคียงดิน
2006-11-10 00:02:15

ขับรถออกมาจากตัวเมืองนครปฐม โดยเบื้องหลังมีองค์พระเป็นแบคกราวน์ มาถึงหน้าพุทธมณฑล เปิดไฟเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนอักษะ หรือเรียกใหม่ว่า ถนนอุทยาน ถนนสายนี้ได้ขึ้นว่าเป็นถรรที่สวยที่สุดในประเทศไทย สัญลักษณ์เด่นของถนนเส้นนี้คงจะหนีไม่พ้นโคมกินรีที่ทอดขนานกันไปตลอดเส้นทาง ยิ่งมาตอนกลางคืนโคมกินรีจะส่องแสงสว่างเป็นนางเอกของค่ำคืนแทนดวงดาวบนท้องฟ้าบนถนนสายนี้

เวลาเย็นๆ แบบนี้ เราลองปิดแอร์แล้วลดกระจกลง ลมเย็นๆ พัดแรงๆ เข้ามาปะทะหน้า จนหัวเหอปลิวยุ่งเหยิงไปหมด "ลดกระจกลงน้อยๆ ก็ได้เอ" ชั้นตะโกนบอกเพื่อนที่ยื่นหน้าไปปะทะลมข้างนอก "ก็อากาศมันดีนี่" เอตะโกนสวนลมเข้ามา ปัจจุบันถนนอุทยานเส้นนี้มีร้านอาหารสวยๆ บรรยากาศดีๆ ให้เราเลือกทานหลายร้าน แต่วันนี้ทุกคนลงความเห็นว่าเราจะไปหม่ำข้าวเย็นกันที่ "บ้านน้ำเคียงดิน" ที่ได้ยินเสียงเล่าลือเล่าอ้างว่า สวยนักสวยหนา การันตีโดยพี่จิ๊ปที่มาทานถึง 7 ครั้งด้วยกัน !!

เรามาถึงตอนอาทิตย์อัสดงพอดี เห็นแว่บๆ ตอนเลี้ยวมาหาที่จอดรถ คนเต็มร้านเลย!! นอกจากที่จอดรถกว้างขวางยังมีไร่องุ่นแฝงอยู่ในที่จอดรถด้วย เดินเข้ามาถึงภายในตัวร้าน เหมือนกับว่าตัวเองมาอยู่ในแถวยุโรปซะงั้น บ้านทรง Country Style หลังไม่ใหญ่ไม่เล็กตั้งเรียงกันอยู่ 4 หลัง ด้านหน้าหลังเล็กๆ เป็นร้านขายของที่ระลึก อีกหลังหนึ่งทำเป็นห้องครัว ส่วนสองหลังใหญ่มาหน่อยจัดให้เป็นห้องอาหารติดแอร์ "ปกติแล้วเขาจะปิดสองหลังนี้ นอกจากตอนฝนตกถึงจะให้เข้ามาทานด้านในได้" พี่จิ๊ปผู้ช่ำชองบอกกล่าว แต่วันนี้คนมาทานกันเยอะมาก เลยเปิดทั้งสองหลังให้เข้ามาทานกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ อากาศดีๆ แบบนี้ หลายคนปฏิเสธห้องแอร์ พร้อมที่จะทานกันด้านนอกที่มีริมบึงใหญ่อยู่ตรงกลาง และทุ่งดอกเดซี่สีขาว

ที่นี้คงจะมีอาหารหลากสไตล์ ซึ่งเราคาดเดาเอาจากธง 5 ชาติ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้าน ไล่มาตั้งแต่ลาว เกาหลี เยอรมัน อเมริกัน และไทย เดินเข้ามาในบริเวณทางเข้าก็สะดุดกึกกับคนรอคิวที่เป้นแถวยาวเหยียด หลายคนมาถึงนี่ก็จำใจต้องรอแม้ว่าจะหิวขนาดไหนก็ตาม ยังดีที่บรรยากาศที่นี่สวยจนพอกินบรรยากาศอิ่มได้ มีเก้าอี้ยาวสีแดงไว้ให้นั่งรอ มีทิวทัศน์สวยๆ ไว้ให้โพสท่าถ่ายเล่น พนักงานที่นี่ (โดยเฉพาะผู้หญิง) ก็แต่งตัวน่ารัก สไตล์ตะวันตกกระโปรงเอี๊ยมฟูๆ สีแดงๆ ลายสก็อต เหมือนตุ๊กตา

หลายคนมาเป็นคู่ แต่ในวันหยุดแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนที่มาสังสรรค์กัน รอเกือบครึ่งชั่วโมง ได้คิวแล้ว ไชโย! ได้ที่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ไม่ได้อยู่โซนริมน้ำ แต่ก็โอเคละนะ เลือกมากไม่ได้ที่เต็มไปหมด สั่งอาหารดีกว่า ที่ขาดไม่ได้ประจำโต๊ะต้อง ขาหมูเยอรมัน ขาหมูย่างเนื้อกรอบๆ นุ่มๆ อืม...อร่อยแท้ พวกเราสั่งอาหารมาอีก 4-5 อย่าง แบบว่ากว่าจะเลือกได้นานมาก เพราะมีหลายเมนูให้เลือกเยอะแยะจนเลือกไม่ถูก อาหารก็ราคาปกติสำหรับร้านอาหารระดับประมาณนี้ แต่ก็ไม่แพงจนเวอร์ ยกเว้นพวกอาหารทะเลที่ต้องชั่งเป็นกิโลขาย สั่งเบียร์ขวดเขียวมากินแกล้ม กินไปหัวเราะไป เผลอใจให้คิดถึงคนรัก นี่ถ้ามากับคนรักบรรยากาศแบบจิบไวน์ใต้แสงเทียน คงจะโรแมนติกไม่ใช่น้อย

เรานั่งกันอยู่ตั้งแต่พลบค่ำจนดึกดื่น อิ่มข้าวกันนานแล้ว แต่ยอดข้าวยังไม่หมด ใครแอบพูดขึ้นว่า หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ขึ้นรถต้องหลับแน่ๆ แล้วก็จริงดังว่า ....

หนึ่งวันสำหรับวันนี้กับมิตรภาพระหว่างเพื่อน กับความสุขเพียงหนึ่งวัน สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเราทำให้มันเกิด.